Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

ภาพยนต์ โจรสลัด

 

Pirates of the Caribbean

 

...หนังโจรสลัดเหมือนต้องคำสาป ให้ต้องตายจากวงการหนังไปแสนนาน ขนาดพ่อมดในวงการอย่าง สปีลเบิร์ก ยังคว่ำมาแล้วเมื่อนำโจรสลัดในเทพนิยายอย่าง Hook มาสร้าง หรือ แม้มีเงินทุนกองโต หลายปีก่อน หนังอย่าง Cutthroat island ก็ยังคว่ำสนิทชนิดผู้กำกับ เรนนี่ ฮาร์ลิน ได้นอนก่ายหน้าผากกลุ้มใจไปพร้อมภรรยาที่มาเล่นด้วยกัน

Pirates of the Caribbean คือ โจรสลัดผู้กล้าก้าวเข้ามาลบอาถรรพณ์ กับผลลัพธ์ที่ออกมา เชื่อเหลือเกินว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นตัวนำร่องเบิกน่านน้ำให้ หนังโจรสลัดอีกหลายๆเรื่องตามติดมาในอนาคต





The Curse of the Black Pearl เป็น การหวนคืนของหนังตระกูลโจรสลัดอย่างสมศักดิ์ศรี นี่คือตัวอย่างของหนังตลาดที่ผสมผสานคุณภาพและความสนุกได้อย่างลงตัว หนังเรื่องนี้มีความหมายสำหรับหลายๆคน อาทิเช่น ผู้กำกับ กอร์ เวอร์บินสกี้ ที่ได้มาพิสูจน์ฝีมือในหนังสเกลใหญ่ยักษ์ หลังจากดังแบบหงิมๆมาหลายปีกับหนังอย่าง The Ring หรือ The Mexican

และ เป็นการเปิดม่านของ จอห์นนี่ เด็ปป์ ให้ดังมากขึ้นกว่าเดิม จากที่ความดังของเขาเป็นที่รักของคนเฉพาะกลุ่ม หนังส่วนใหญ่ของเขาไม่ใช่หนังที่คนดูเด็กๆคุ้นเคย แต่ กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ในหนังของ วอลท์ ดิสนี่ย์ ช่วยให้คนดูวงกว้างรู้จักและรักเขามากยิ่งขึ้น แถมยังมีโบนัส พาเขาขึ้นไปท้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบ





Dead Man's Chest สร้างตามมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง อันเป็นผลมาจากรายรับมโหฬารและเสียงชื่นชมทั่วสารทิศ บวก ความปลื้มในตัวป๋าเด็ปป์ ทำให้ผู้สร้างต้องช่วยกันเข็นภาคสองพร้อมทำภาคสามไปพร้อมๆกัน ภาคสองเพิ่มความอึกทึกคึกคัก แต่ปัญหาคือ ความชุลมุนวุ่นวาย และ ความเยิ่นเยื้อ บั่นทอนความกระชับลงตัวที่เคยมีในภาคแรก แถม ความพยายามขาย จอห์นนี่ เด็ปป์ มากเกินไป คือ จุดอ่อนที่ทำให้หนังเสียสมดุลย์

การเปิดตัวละคร ลุงหนวด โดยบิล ไนฮีย์ น่าสนใจ แต่ไม่มากพอที่จะทำให้หนังสนุกสนานเท่า กัปตัน บาร์บอซซ่า ในภาคแรก ถึงจะอย่างนั้น ก็ต้องยอมรับในความสนุกที่ หนังภาคนี้มอบให้คนดูและ จอห์นนี่ เด๊ปป์โชว์ ก็มีดีพอในการพยุงหนังไปจนจบ และ จุดดีที่สุดของภาคสอง คือ การทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ เมื่อ จบลงด้วยการที่แจ๊คถูกงาบโดยหมึกยักษ์ และ จูบปริศนากับรักคาใจ



At World's End พาเรือแบล็กเพิร์ล เข้าสู่ทะเลน้ำวนที่เต็มไปด้วยพล็อตเรื่องซ้อนกันไปมา ชนิดที่เรียกว่าถ้าไม่ดู สองภาคแรกมาก่อน มีสิทธิมึนงง ว่าใครจะทำอะไรกับใครที่ไหนยังไงหว่า หรือ อาจจะไม่อินว่าทำไม คนนั้นถึงรู้สึกแบบนี้ คนนี้ถึงรู้สึกแบบนั้น เพราะ ตัวละครทุกตัวล้วนมีเป้าหมายในใจเฉพาะบุคคลที่ต่อเนื่องมาจากภาคก่อนๆ

..วิล เทอร์เนอร์ แบกความรู้สึกสงสัยในความรักของอลิซาเบธ ว่าเธอแบ่งหัวใจไปให้ แจ๊ค สแปโรว์ หรือเปล่า เมื่อเขาเห็น ภาพจูบสุดท้ายของอลิซาเบธกับแจ๊คก่อนถูกหมึกยักษ์งาบ ซึ่งมันรบกวนใจเขาชัดเจนตั้งแต่ตอนจบของภาคสอง + ยังมีอีกภารกิจสำคัญที่จะปลดปล่อยพ่อให้พ้นจากการเป็นทาสของ ลุงหนวด

..อลิซาเบธ แบกความรู้สึกผิดที่ฆ่าแจ๊คเพื่อช่วยตัวเอง คนรัก และ คนอื่นๆ ในตอนท้ายภาคสอง ท่าทีของเธอยิ่งเพิ่มความคลางแคลงใจให้กับวิล เพราะในใจของเธอแทบจะไม่สนสิ่งใดนอกจากคิดจะไปช่วยแจ๊คให้กลับคืนมาเพื่อไถ่ถอนความรู้สึกผิดของตัวเอง + ในภาคที่แล้ว เธอยังต้องพบความสับสนในใจ เมื่อเข็มทิศที่มักจะชี้ไปยังสิ่งที่คนถือปรารถนา ชี้ไปที่ แจ๊ค สแปโรว์ หรือ เธอจะรักเขา ?

...ตัวละครอื่นๆก็เช่นกัน ทุกคนล้วนมีเป้าประสงค์ของตัวเอง

บาบอซซ่า ต้องการเรือแบล็กเพิร์ลคืน ต้องการปกป้องกลุ่มโจรสลัดให้คงอยู่ และ มีความลับที่แอบตกลงไว้กับ สำหรับการหนีกลับมาจากความตาย

เดวี่ โจนส์ ต้องการหีบดวงใจกลับคืนมา

กัปตันเส้าเฟิง ต้องการผลประโยชน์ที่จะทำให้ตัวเองได้ครอบครองเรือแบล็กเพิร์ล หรือ ทรัพย์สิ้นให้มากเท่าที่ตัวเองจะทำได้โดยมีแผ่นที่ในมือเป็นข้อต่อรองสำคัญ

บริษัทอีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คัมปะนี ต้องการล้างโจรสลัดให้หมดไปจากโลก และ เป็นนายทุนที่ครอบครองน่านน้ำไว้ในกำมือเพียงผู้เดียว

แจ๊ค ต้องการอยู่ห่างไกลจากปัญหา ต้องการมีชีวิตเป็นอมตะ เพื่อไม่ต้องถูกตามล่าล้างหนี้ที่มีอยู่กองพะเนิน



….แค่ตัวละครเดิมๆ กับ เป้าหมายที่ยุ่บยั่บ เราก็จะพบกับ เส้นเรื่องมากมายที่ไขว้ซ้อนทับกันไปมา

ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องของ เดวี่ โจนส์ และ คนรัก , พล็อตเรื่องของ ตำนานคาลิปโซ่ธิดาแห่งท้องทะเลกับเหล่าสมาพันธ์โจรสลัด , พล็อตเรื่อง ความรักของวิลและอลิซาเบธ , พล็อตความรักรองของแม่ทัพนอริ่งตัน แจ๊ค และ อลิซาเบธ , พล็อต การต่อสู้ระหว่างโจรสลัดและบริษัทอีสต์อินเดีย ฯลฯ

เท่านั้นยังไม่พอ โรงเรียนโจรสลัดยังต้องเปิดรับนักเรียนหน้าใหม่ๆอย่าง โจวเหวินฟะ หรือ แขกรับเชิญพิเศษสุด คีธ ริชาร์ดส์ ในบทคุณป๋าของป๋าแจ๊ค สแปโรว์ ที่มีเวลาโชว์ตัวแค่ไม่กี่นาที



... ดังนั้น สิ่งที่คนดูจะได้รับเต็มอิ่มจากภาคสาม คือ การต่อสู้มากมาย ฉากแอคชั่นมากมาย เนื้อเรื่องมากมาย และ ตัวละครมากมาย

ความมากคน มากความ เป็นดาบสองคม

...คมที่น่าผิดหวัง คือ ถึงหนังจะตัดความเยิ่นเย้อเหยาะแหยะที่เคยมีในภาคสองออกไป แต่ หนังก็ต้องมาประสบภัยใหม่ที่ลดทอนความกลมกล่อมลงตัวของหนังด้วย ความมากของพล็อต และ ความมากของตัวละคร จนถึงขั้นจำเป็นต้องตัดจบตัวละครหลายคนแบบห้วนๆ ทั้งที่ น่าจะมีอะไรให้เล่าขานมากไปกว่านี้ เช่น คาลิปโซ่ , โจวเหวินฟะ หรือ พ่อของแจ๊ค

ความมากและซับซ้อนของเส้นเรื่องตัวละครแต่ละคน อาจทำให้ดูไปต้องใช้สมองอย่างสูงในการจดจำว่า

ใครทำอะไรกับใครที่ไหนยังไง เอ๊ะ แล้วใครไอ้นั่นกับใครคนไหน เอ๊ะ แล้วใครฟื้นใครตายอย่างไร แล้วตกลงเหรียญรวบรวมไปทำไม แล้ว ความลับของคนนั้นกับคนนี้คืออะไร ฯลฯ

แต่ในขณะเดียวกัน คมที่น่าชื่นชม ที่หนังภาคนี้ชัดเจนมากกว่าทุกๆภาค คือ มีการวางลักษณะคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนมากขึ้น และ มีประเด็นสอดแทรกในหนังมากยิ่งขึ้นไปกว่าภาคก่อนๆ

ความชัดเจนของหนังในวางลักษณะตัวละคร ไม่ใช่ชัดว่า พระเอกเป็นคนดีมีสีขาวล้วน ตัวร้ายเป็นคนชั่วร้ายสีดำสนิท แต่ คนเขียนบทวางลักษณะตัวละคร ให้มี สีเทาที่ชัดเจน และใช้ชีวิตท่ามกลาง บรรยากาศของความทรยศหักหลัง ไม่ไว้วางใจ

ทุกตัวละคร มีทั้งสีขาวและสีดำในตัวเอง เหมือนกับ เราคนดูที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ แต่สัดส่วนจะเป็นเทาอ่อนหรือเทาแก่ ก็ว่ากันไป





.... พระเอก นางเอก หรือ ผู้ร้าย ล้วนมีเป้าหมายของตัวเอง ทุกคนพร้อมทรยศอีกคน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ ชนิดถ้าเราไม่สนตรงหน้าหล่อๆของออแลนโด้ บลูม หรือ ยึดติดขนบ คนหน้าตาดี คนมีคู่จะต้องเป็นพระเอก

เราก็แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่า ใครเป็นพระเอกใครเป็นผู้ร้าย พระเอกจิตใจงามในภาคแรกก็เริ่มเรียนรู้วิถีโจรสลัด ในขณะที่ ตัวร้ายอย่างบาบอซซ่า ตัวร้ายในภาคแรก กลับเป็นตัวละครที่เรียกร้องมองหาความเสียสละ

ซึ่งนั่นก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไม่มีชีวิตใครขาวล้วนหรือดำสนิท ทุกคนล้วนก็มีความเห็นแก่ตัว เพียงแต่ เราจะเห็นแก่ตัวมากขนาดไหน ตัวละครในหนังเรื่องนี้หลายๆตัวมีเสน่ห์ก็เพราะ ในความเห็นแก่ตัวพวกเขาก็ยังให้ความสำคัญกับ “คนอื่น”

แจ๊ค สแปร์โรว์ เป็น ตัวอย่างอันดี ในภาคก่อนๆ เราจะเห็นเขาพยายามหนีเอาตัวรอดเสมอๆ แต่ในท้ายที่สุด เขาก็จะเป็นคนที่กลับมาช่วยคนอื่นจากภยันตราย

ตัวละครรำพึงรำพันว่า โลกมีที่ให้อยู่น้อยลงทุกที แต่อีกคนท้วงบอกว่า โลกไม่ได้เล็กลง แต่ความน่าอยู่มันลดลงต่างหาก

แน่นอน ความน่าอยู่ของโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใด นอกจาก คนบนโลกด้วยกันนี่เอง

จะมีชีวิตอย่างอมตะไปเพื่ออะไร ถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่แคร์ใคร หรือ ใช้ชีวิตอย่างไร้สติอย่างที่ กัปตันทีค เตือนสติลูกชาย

จะยืนอยู่เป็นโจรสลัดคนสุดท้ายเพื่ออะไร ในวันที่ไม่เหลือใครเคียงข้าง แม้แต่เพื่อนของเราเอง

ดังนั้น แม้เราทุกคนจะเป็นสีเทา แต่ เราก็เลือกได้ว่า เราจะใช้ชีวิตสีเทาของเราให้เทาอ่อนหรือเทาแก่ จะให้ความเห็นแก่ตัวพาเราไปถึงจุดหมาย โดยทำลายเพื่อนร่วมทางหรือเปล่า


....ความไม่สนใจใคร ไม่ใช่แค่ทำให้โลกไม่น่าอยู่ แต่มันยังสามารถทำลายเราได้ทางตรงด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น โจรสลัดในหนังเรื่องนี้

พวกเขาเป็นตัวแทนของ ชนกลุ่มน้อย หรือ คนกลุ่มเล็กๆในสังคม คนชายขอบที่ไม่มีหลักแหล่ง ไม่ได้รับการเหลียวแล เป็นคนนอกของสังคม พวกเขาใช้ชีวิตอิสระตามสไตล์ของตัวเอง แต่ เมื่อถึงคราวคับขัน ต่อให้แน่สักแค่ไหน ถ้าแต่ละคนยังสนใจแต่ตัวเอง แน่นอนว่าไม่รอดจากเงื้อมมือของอิสต์อินเดียเป็นแน่

ไม่ต้องดูอื่นไกล ขนาด เดวี่ โจนส์ กับ ไฟลอิ้ง ดัทช์แมน ถ้าคิดจะเอาตัวรอดเพียงลำพัง ยังต้อง ตกเป็นเหยื่อของ อีสท์อินเดีย

ดังนั้นหนทางที่จะรอดพ้นนายทุนตัวใหญ่ ที่ก้าวเข้ามาเขมือบเหยื่อรายย่อย มีเพียงวิธีเดียว คือ วิธีเดียวกับที่ร้านโชห่วยทั้งหลายรวมตัวกันสู้กับโลตัส นั่นคือ หันหน้ามาสามัคคี และ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวให้น้อยลง

และนั่นก็นำไปสู่ ฉากประกบยิง ที่ดูแล้วแสนจะสะใจ


.....ผมชอบหนังภาคนี้มากกว่า ภาคสอง แต่ ก็ยังน้อยกว่า ภาคหนึ่ง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะ ภาคหนึ่ง เป็นอะไรที่ใหม่ สด และ สนุกสนานลงตัวกว่า อาศัยตัวละครไม่มากและพล็อตที่ไม่ซับซ้อนมากมาย ภาคสาม มีอะไรเด็ดๆมาก แต่ ถูกความมากคนมากความลดทอนความเด็ดลง

ขนาดตัวละครแม่เหล็กอย่าง แจ๊ค สแปร์โรว์ ก็ยังต้องถูกลิดรอนเวลา ผู้สร้างก็รู้ว่า กัปตันแจ๊ค คือ ตัวละครที่ขายได้ดีที่สุด และ ความพยายามขายอย่างออกนอกหน้าก็ทำมาแล้วในภาคสอง ในภาคนี้ เมื่อมีตัวละครจำนวนมาก วิธีการที่หนังเลือกใช้ถือว่าฉลาดล้ำ นั่นก็คือ จับ แจ๊ค แบ่งเป็นสิบๆตัวพร้อมๆกัน

ข้อดีคือ คนดูที่รักแจ๊คอิ่มอกอิ่มใจ ข้อด้อย คือ ความเฝือของแจ๊คสแปโรว์ ที่ภาคสองก็เริ่มล้นนิดๆแล้ว แต่พอมาภาคนี้ มันยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาไม่เด็ดเท่าภาคแรกที่ทุกครั้งที่ปรากฎตัว คนดูต้องกรี๊ดกร๊าด

แถมการต้องแบ่งความสำคัญให้กับตัวละครที่ล้วนโดดเด่นนับสิบ นอกจากคู่พระนางและแจ๊ค สแปร์โรว์ ภาคนี้ยังระดมพลตัวละครมาจากทั้งสองภาคและหน้าใหม่ไม่ว่าจะเป็น บาบอซซ่า , เดวี่ โจนส์ , นอริงตั้น , เส้าเฟิง , ลอร์ดเบ็คคอต , พ่อนางเอก ฯลฯ ทำให้ตัวละครหลายตัว มีโอกาสให้เล่นน้อยไปอย่างน่าเสียดาย อย่าง พ่อนางเอกที่ไปกันแบบดื้อๆ



สองคนใหม่อย่าง โจวเหวินฟะ เล่นได้สมศักดิ์ศรี ส่วน คีธ ริชาร์ด ต้นแบบที่ผู้สร้างเลือกใช้ออกแบบคาแรกเตอร์ แจ๊ค สแปร์โรว์ ในภาคแรก ก็ออกมาได้เท่เสียตรงเวลาน้อยไปหน่อย ที่เด่นมากขึ้นเป็นพิเศษคือ อลิซาเบธ ในบทสลัดสาว จนเหมือนหนังจะเพิ่มความเป็นเฟมินิสต์มากขึ้นกว่าสองภาคก่อนๆ

... นอกจากฉากประกบยิงแล้ว ฉากแอคชั่นอันอลังการ โดยเฉพาะเรือสองลำไล่ยิงกันบนทะเลน้ำวน เป็น ฉากเด็ดที่คอหนังเมื่อขึ้นเรือโจรสลัดย่อมอยากเห็นอะไรเช่นนี้ ยังเป็น โอกาสโชว์ของทีมเอเฟฟคต์ แสดงให้คนดูได้ประจักษ์ถึงเทคโนโลยีอันรุดหน้า อีกหนึ่งฉากที่ผมชอบมากๆเช่นกัน คือ ฉากขอแต่งงานและการประกอบพิธีบนเรือที่กำลังโกลาหล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก
ประวัตโจรสลัด
ลักษณะโจรสลัด
สลัดทะเลหลวง
โจรสลัดในเอเชีย
วิวัฒนาการโจรสลัด
ตำนานเรือ
ข่าวโจรสลัด
ภาพยนต์
การ์ตูน
เกมส์โจรสลัด
ติดต่อเรา
ผู้จัดทำ